เราอาสาพัฒนา...
posted on 10 Apr 2009 00:01 by superting02
''เราอาสาพัฒนา ใจเริงร่าและสามัคคี
ล้วนตั้งจิตอุทิศชีวิตพลี ผูกไมตรีแด่พี่น้องผองไทย
แม้ห่างไกลไม่ท้อถอย ถึงยอดดอยสูงเยี่ยมเทียมฟ้า
เราบุกบั่นฝ่าฟันเข้าไปหา ช่วยพัฒนาด้วยเมตตาอารี
สายลมหนาวเคล้าลมฝน ในกมลเราแสนเยือกเย็น
แต่อบอุ่นในบุญที่บำเพ็ญ ความลำเค็ญก็มลายหายไป''
เป็นครั้งแรกของการออกค่ายอาสาอย่างจริงจัง ของฉันตั้งแต่ที่ได้ก้าวเข้ามในรั้วม.ช.
7 วัน กับ 5 คืน ถึงมันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ฉันกลับได้อะไรกลับมามากมาย
วันแรกที่ไปถึง เราเดินทางด้วยรถสิบล้อ ไปลงที่ตัวอำเภอแม่สรวย
หลังจากนั้นก็ขนของขึ้นรถกระบะขึ้นไปบนดอย
ที่นี่เป็นหมู่บ้านของชาวเขา 3 เผ่าด้วยกัน
เราพักกันที่โรงเรียนบ้านดอยช้าง อากาศที่นี่ไม่ต่างจากในเมือง
ควันปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา มีไฟไฟไหม้ป่าอีกตังหาก
แต่สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างสะดวกสบายกว่าที่คิก เรามีน้ำใช้ มีไฟฟ้า มีที่นอนนุ่มๆ
หลังจากที่ทุกคนเก็บของเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มงานแรกด้วยการ ตีเส้นสนามบาส ปูเสื่อ
โต๊ะกินข้าว ปรับพื้นที่สำหรับทำบันได วันแรกผ่านไปอย่ารวดเร็ว
ถึงตอนกลางคืนเราก็มานั่งกินข้าวด้วยกัน
เราได้เขียนกระจกเงา
เอาห้อยไว้ให้เพื่อนๆ พี่ๆ มาเขียงถึงเรา
"คำว่ากระจกเงา เป็นคำที่แฝงความนัยไว้ได้อย่างแยบยล โดยได้ทำหน้าที่ในการสะท้อนให้เห็นความคิดแต่รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อสิ่ง ต่างๆ ทั้ง คน ค่าย อย่างตรงไปตรงมา มาแล้วจากรุ่นสู่รุ่น ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ฉันได้มองสิ่งต่างๆ ได้ละเอียดมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผมพบว่าผู้คนต่างก็เขียนถึงเราในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ และเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทั้งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน "
ทุกๆเช้าเราตื่นกันตี5 สำหรับคนทำครัว และ 6 โมงสำหรับแผนกโยธา ทุกคนจะได้สลับ
หน้าที่กันทำงาน ทั้งครัว และโยธา
เรากินข้าวเช้าด้วยกัน
ช่วยกันทำงาน ทุกคนทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
ถึงตอนเที่ยงเราพักกินข้าว ข้าวมื้อเที่ยงจะอร่อยเป็นพิเศษเพระาเราทำงานมาเหนื่อยๆ
เลิกงานตอน 6 โมง เราแตะบอลกันบ้าง ร้องเพลงบ้าง
( สิ่งหนึ่งที่ฉันได้รู้จากค่ายก็คือ อาสากับเพื่อชีวิตแยกจากกันไม่ได้จริงๆ )
เรากินข้าวเย็นด้วยกันเช่นเคย ดึกเรานัดกันมาประชุม สรุปงาน มีกิจกรรมสันทนาการ กิจกรรม
วิชาการ เป็นกิจกรรมที่ผมประทับใจมาก
เช่น กิจกรรม เรืออารมณ์ ที่ทำให้เราได้แง่คิดดีๆมากมาย
กิจกรรม ธนาคารโลก กิจกรรมสร้าง character
ดึกกว่านั้น หลังจากอาบน้ำ เรามีวงเหล้าเล็กๆ ขอบคุณพี่รุ่น 1 ที่สอนให้ฉันได้รู้การเอาตัวรอดในสังคม
เรามีเหล้าข้าวโพด 1 ขวด กับกีตาร์ 1 ตัว ไพ่ 1 สำรับ
เป็นอะไรที่สุดยอด สำหรับบรรยากาศลมเย็นๆ บนดอย ถึงแม้ควันจะเยอะไปหน่อยก็ตาม
วันแรกๆเราไม่ค่อยสนิทกันมาก ใครจะทำอะไรก็ทำ ใครจะนอนก้นอน แต่มาหลังๆเราเริ่มสนิทกันมากขึ้น เรากินเหล้าด้วยกัน ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง เล่นไพ่ด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน
ตื่นเช้าเราก็ช่วยกันทำงานเหมือนเดิม อย่างงี้ทุกๆวัน จนงานเสร็จเราได้บันไดที่แข็งแรง ถึงมันจะดูเบี้ยวๆไปบ้างก็ตาม
ฉันได้เข้าครัวทำกับข้าวให้คน 30 คนทาน มันทำให้ฉันได้รู้ว่า บางทีเราทำกับข้าว เราก็ต้อง''เสี่ยงดวง''
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงวันสุดท้าย
ไม่รู้ทำไมแทนที่จะดีใจที่ได้กลับบ้าน แต่กลับรู้สึกว่าไม่อยากกลับไปซะงั้น
อย่างที่บอก ฉันได้อะไรหลายอย่างที่นี่ มากซะจนไม่สามารถเขียนออกมาได้หมด
มันผ่านไปเร็วจริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้าง แต่สุดท้ายทุกคนก็กลับมาเข้าใจกัน มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ เลย
พี่ๆฝากค่ายต่อไปไว้ที่พวกเรารุ่น 3 ค่ายต่อไป เป็นค่ายที่เราต้องทำกันเอง และต้องหารุ่นน้องมาเป็นลูกค่ายด้วยแค่นึกก็สนุกแล้ว แต่ก็คงเหนื่อยน่าดู
พอมาถึงวันนี้กระจกเงา ของฉันถูกเขียนจนเต็มทุกหน้า บ้างก็แอบไปเขียนข้างหลังก็มี
กลับมาอ่านแล้ว ก็ยังอด อมยิ้มไม่ไหว
อยากขอบคุณสำหรับทุก ๆ อย่างที่เราได้ร่วมกันทำ ให้ รับ แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความฝัน และ ความจริงด้วยกันตลอดมา ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้มีโอกาส “ได้คิด” ในสิ่งดี ๆ อยู่เสมอ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่ไม่สามารถจะหาซื้อได้จากที่ไหน
นอกจากบ้านจริง ๆ ของฉันแล้ว ฉันคงไม่สามารถจะรู้สึกรักและผูกพันกับที่ไหนได้มากเท่ากับที่แห่งนี้ได้อีกแล้วจริง ๆ
รักและคิดถึงเสมอ....ค่ายอาสาฯ
edit @ 10 Apr 2009 00:43:53 by หลวงพี่ติ่ง
edit @ 10 Apr 2009 00:44:09 by หลวงพี่ติ่ง